ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬา

ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬา
 “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำร่องเป็นต้นแบบสนับสนุน นวัตกรในทุกช่วงวัยของชีวิต ด้วยการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม พร้อมระดมทุนจากศิษย์เก่าและผู้ประกอบการ สร้าง สตาร์ทอัพหน้าใหม่ แบบไม่ต้องง้อหรือรอแต่งบประมาณราชการ
เพราะการสร้างนวัตกรรม..  ไม่จำเป็นต้องรอแต่ภาครัฐ
          “ศาสตราจารย์ดร.บัณฑิต  เอื้ออาภรณ์อธิการบดีคนใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ทิศทางการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงสตาร์ทอัพ เพื่อจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง จำเป็นต้องมีการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม  ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมของอาจารย์และนิสิตเข้ากับทักษะทางธุรกิจและการลงทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ในรูปแบบของสตาร์ทอัพ
ไม่ใช่ตามกระแส … แต่จุฬาฯ ได้ริเริ่มแนวคิดในการสร้างสตาร์ทอัพมาตั้งแต่ปี 2558 จากงานวิศวะเอ็กซ์โป  ก่อนไปสู่การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่าในรูปแบบของอินโนเวชั่นคลับ ที่ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 200 คนและล่าสุดได้มีการจัดตั้ง ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือ อินโนเวชั่น ฮับ” (Innovation Hub) ที่จะเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยเป็นการร่วมกันระดมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยฯ ศิษย์เก่าและชมรมIOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งคาดว่าจะสามารถระดมทุนในการสร้างสตาร์ทอัพได้มากถึง 1 หมื่นล้านบาท

29 - newit_2

ทั้งนี้อินโนเวชั่นฮับในพื้นที่กรุงเทพฯ จะเกิดที่สยามสแควร์ เชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส  และที่จามจุรีสแควร์ เชื่อมต่อรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ทีและในอีก 3 ปีข้างหน้า มีแผนเปิดเมืองนวัตกรรมแห่งจุฬาฯ (CU Innovation District) ในพื้นที่เขตสวนหลวงใกล้กับอุทยานจามจุรี ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 30 ไร่
ขณะเดียวกัน ก็จะมีการสร้างศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมในพื้นที่ชนบท ที่ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ของจุฬาฯ ที่จังหวัดน่านโดยทำในลักษณะบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจเดิมที่เป็นเกษตรกรรม แต่ประยุกต์และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตและกระบวน การด้วยวิธีการทางนวัต กรรม
ท่านอธิการบดี บอกว่า ด้วยจุดแข็งทั้งด้านบุคลากรจำนวนมาก มีองค์ความรู้ครบทุกศาสตร์ และมีพื้นที่อยู่ในทำเลที่สามารถจะสร้างสิ่งแวดล้อมอันเอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรม บวกกับการเชื่อมโยงไปสู่การนำไปใช้ได้จริงผ่านเครือข่ายศิษย์เก่า ทำให้มั่นใจว่าจุฬาฯ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถส่งเสริมสตาร์ทอัพให้เกิดขึ้นได้จริง
 29 - newit_4
ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในจุฬาฯ  และนำมาแสดงในงานดิจิตอล ไทยแลนด์ 2016 ที่จัดไปเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีทั้งสตาร์ทอัพไทยที่ก้าวขึ้นถึงระดับซีรีส์ เอ อย่างเช่น แอพพลิเคชั่นด้านประกันภัย Claim di (เคลมดิ) ที่เมื่อเกิดรถชน ไม่ต้องเสียเวลารอ ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ส่วนนวัตกรรมที่ตอบสนองคนในสังคมในทุกช่วงวัยก็มีทั้งนวัตกรรมถังขยะแยกขยะของนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬา ฝ่ายประถม ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมาแล้ว โปรแกรมธนาคารขยะออนไลน์  ซึ่งเน้นสร้างแรงจูงใจทางการเงินผ่านการรีไซเคิลและมีการออกแบบที่ยืดหยุ่นเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ซึ่งขณะนี้โปรแกรมนี้มีการนำไปใช้จริงแล้วโดยเกษตรกรและประชาคมในพื้นที่จังหวัดน่าน
 ระบบโดรน (Drone) ตรวจวัดสภาพอากาศขนาดเล็กที่ราคาถูกใช้ง่าย ซึ่งสามารถตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น ฝุ่นละออง และหมอกควันขณะเดียวกันยังสามารถส่งข้อมูลแบบไร้สาย เหมาะกับพื้นที่ชนบทไปจนถึงพื้นที่ในเมือง  นอกจากนี้ยังมีระบบฝึกฝนสัญญาณคลื่นสมองแบบป้อนกลับสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบของเกม ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสมองชิ้นแรกของโลกและได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้วเช่นกัน
 29 - newit_3และที่น่าสนใจคือ เวียร์บัสแอพพลิเคชั่นติดตามและนำทางรถเมล์แบบเรียลไทม์   ที่เกิดจากความพยายามจัดการกับความหงุดหงิดของการรอรถโดยสารภายในจุฬาฯ เอง   แอพนี้ช่วยให้ทราบตำแหน่งรถเมล์แบบเรียลไทม์ค้นหาเส้นทางการเดินทางได้ พร้อมมีฟีเจอร์ในการติชมต่าง ๆ ใช้งานง่ายเพียงแค่โหลดแอพมาใช้งาน  ปัจจุบันนอกจากจะใช้กับรถเมล์ในจุฬาฯ  แล้วยังมีการทดสอบใช้งานจริงกับรถโดยสารขนส่งมวลชนของ ขสมก. อีกด้วย
นี่แค่ตัวอย่างที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมองว่าปัจจุบันบุคลากรทั้งนิสิตและคณาจารย์มีความตื่นตัวมากขึ้น แต่หัวใจหลักในการขับเคลื่อนที่แท้จริงก็คือภาคเอกชนที่จะนำไปใช้งาน
จุดเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยในยุคนี้แม้งานวิจัยพื้นฐานจะยังคงมีความสำคัญและต้องทำ แต่ก็ควรที่จะโฟกัสหรือเน้นไปที่แอพพลิเคชั่นและนวัตกรรมมากกว่าเดิม
ที่มาข่าวและรูปภาพ :: เดลินิวส์ / ข่าวไอที
Url :: http://www.dailynews.co.th/it/400873

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ::ผู้ดูแลระบบ สกท.

กลุ่มนโยบายและแผน สกท. สป. ศธ.

Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.